loader image
กลับ
The Next Design Thinking — ขั้นถัดไปคืออะไรกันแน่ (9 รูปแบบ)

กระบวนการคิดเชิงออกแบบ หรือ Design Thinking ในประเทศไทยกลายมาเป็น Buzzword ใน 1–2 ปีที่ผ่านมา มี Workshop ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดมากมาย องค์กรต่างๆ เซ็ททีมขึ้นมาสอน สร้างคอร์สออนไลน์มาถ่ายทอดความรู้นี้ในองค์กรกันเยอะมากขึ้น BASE Playhouse ก็มีโอกาสเข้าไปจัดในหลายๆ องค์กร และหลายอุตสาหกรรม เราเห็นได้ชัดเลยว่า บางองค์กรยังอยู่ในเลเวลเริ่มต้น ส่วนบางองค์กรนั้นเริ่มใช้งานจริงในหลายๆ แผนก นอกจากนี้เรายังเห็นบางคนเอาไปใช้ในชีวิตส่วนตัวด้วยคอนเซ็ปอย่าง Design Your life คำถามที่น่าสนใจก็คือ แล้วขั้นถัดไปของ Design Thinking มันจะเป็นแบบไหนได้บ้าง

ปรับความเข้าใจกันก่อน!

  1. Design Thinking ไม่ใช่เครื่องมือวิเศษ​
    ต้องเข้าใจว่า มันคือกระบวนการคิด ซึ่งกระบวนการ คือ ขั้นตอนคิด 1,2,3,4 ตาม Step โดยที่ แต่ละขั้นตอน ไม่ได้เป็นขั้นตอนที่เรียงกันชัดเจน มีการกลับไปกลับมาได้ เพราะแต่ละสเต็ป เราจะได้ Learning บางอย่าง แล้วปรับไปปรับมาจนแก้ปัญหานั้นได้ เพราะฉะนั้นในเมื่อมันเป็นแค่กระบวนการคิด คนที่จะนำไปใช้ต้องมีชุดความคิด (Mindset) และ ทักษะในการคิด (Skill) ที่ถูกต้องด้วย ถึงจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. กระบวนการคิดดังกล่าว ต้องใช้ ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และชุดความคิด (Mindset) หลายๆ ชุดที่มีอยู่แล้วมารวมกัน
    ทักษะเหล่านี้พัฒนามาจาก Creative Problem Solving ซึ่งหลายๆ องค์ประกอบก็คือ กระบวนการที่ถูกใช้มาแล้วนานแสนนาน ทั้ง การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ซึ่งสิ่งกระบวนการเหล่านี้ไม่ใหม่ แค่มีการตั้งชื่อใหม่ว่า “Design Thinking” สิ่งที่ใหม่และเพิ่มเติมลงไปในกระบวนการนี้คือ Mindset อย่างการเปลี่ยนมุมมองเอา ลูกค้า-มนุษย์-ผู้ใช้ เป็นศูนย์กลาง (Human-centerd Design) ตามพัฒนาการของการตลาดที่เปลี่ยนไป และการเปลี่ยนจากการใช้เวลาทดสอบนานๆ มาเป็นระยะสั้นเพื่อย่นเวลาของการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดให้เร็วขึ้น (Rapid Prototype & Fail Fast Mindset) เราชอบเรียกกันเองสวยๆ ว่า มันคือ “วิธีการแก้ปัญหารูปแบบใหม่ ที่ปิด Bug เรียบร้อยแล้ว (New Problem Solving)”
  3. Design Thinking ไม่ได้เหมาะสมกับทุกปัญหา ยกตัวอย่างเช่น สมมติเครื่องจักรในโรงงานพัง แน่นอน มันมีสาเหตุที่ชัดแท้แน่นอน ไม่ได้แตะกับกระบวนการของคน ประสบการณ์ของคน ไม่ต้องการวิธีแก้ปัญหาใหม่ๆ มีขั้นตอนการแก้ไขอยู่แล้ว ซึ่งปัญหาประเภทนี้ ไม่ได้ต้องการ Design Thinking แน่นอน แต่ถ้าต้องการเปลี่ยน Why ของการต้องมีเครื่องจักรนี้ ว่าทำไมต้องมีเครื่องจักร ทำไมใช้สิ่งนี้ และต้องการจะหา Solution ใหม่ๆ มาแทน นี่แหละ ถึงจำเป็นต้องใช้ Design Thinking ในการคิด

Plug-in Design Thinking

พอเราเข้าใจความคิดเบื้องต้นแล้ว ลองมา Explore กันหน่อยว่า Design Thinking V.2 มีโอกาสเป็นอะไรได้บ้าง โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าความเป็นไปได้น่าจะเป็นไปใน 2 มุมมอง ได้แก่

  1. วิธีการนำไปใช้ต่อในขั้น Implementation การจับมันใส่ Business Model การหาตัววัดผล มาวัดผลความสำเร็จของกระบวนการ
  2. วิธีการ Plug-in กระบวนการคิดใหม่ๆ ลงไป เพื่อเพิ่มความAdvance กว่าเดิมลงไปในกระบวนการปัจจุบัน ทำให้มันเคลียร์ขึ้น ลึกขึ้น ชัดขึ้น แก้ปัญหาได้ดีขึ้น ผมขอเรียกอันนี้ว่า Plug-In Design Thinking เป็นการ Plug-In แนวคิดอื่นๆ (ที่ทั้งเก่าและใหม่) ลงไปในเฟรมเวิร์คปัจจุบัน

ผมขออนุญาตสำรวจมุมมองที่ 2 นะครับ เนื่องจากแบบแรก องค์กรแต่ละที่ มีวิธีในการใช้งานที่แตกต่างกัน ตาม Vision Mission การใส่ Business Model การลงทุน และวิธีวัดผลที่แต่ละองค์กรน่าจะมีวิธีออกแบบด้วยตัวเอง

ส่วนมุมมองที่ 2 นั้น น่าจะเพิ่มความเข้มข้น และสร้างมุมมองใหม่ๆ ให้กับการใช้ Design Thinking ได้แบบ Sexy มากกว่า น่าสนใจกว่า สนุกกว่า โดยในแต่ละเรื่อง ผมจะขอใช้โมเดล Design Council’s Double Diamond ของ UK เป็นพื้นฐาน เพื่อชี้ให้เห็นว่าแต่ละแนวโน้ม สิ่งที่โลกพูดถึงกัน มันไปพัฒนาตรงจุดไหนบ้าง

Image for post

ซึ่งแต่ละจุด ผมจะชี้สิ่งที่เพิ่มมาผ่าน 3 จุดเด่นๆ คือ เพิ่มที่ทีมนักออกแบบ เพิ่มที่กระบวนการ และเพิ่มตรงกลุ่มผู้ใช้ หรือลูกค้า

Image for post

มาลองดูกันครับว่า Plug-Ins ที่เป็นไปได้ของ Design Thinking 2.0 มีอะไรบ้าง

Image for post

1. Self-Awareness

การตระหนักรู้ในตนเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น ของคนที่จะใช้ Design Thinking หลายๆ ครั้งเราแบกเอามุมมอง ประสบการณ์ Bias ต่างๆ มาทั้งชีวิต เวลาจะออกแบบโจทย์อะไรสักอย่าง เราก็จะใส่ “ม่านบังตา”​ เหล่านี้ลงไป ทั้งการเลือกปัญหา การวิเคราะห์ปัญหา การตั้งโจทย์คำถาม เรามีข้อจำกัดหลายๆ ซึ่งการที่เรามี Self-Awareness จะทำให้เราเข้าใจ Bias เหล่านี้ของตัวเองได้ดีขึ้น และทำให้เราสามารถพัฒนากระบวนการคิดคิดของเราให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ แบบไม่มี Bias

สิ่งที่เพิ่ม : ทำให้คนที่ใช้ Process นี้เข้าใจตัวเองได้มากขึ้น
Keyword : Self-Awareness, Theory U

Image for post

2. Inclusive Design

การออกแบบโดยไม่ได้แก้ปัญหาให้คนกลุ่มเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาให้คนส่วนใหญ่ โดยการเลือก “เจ้าของปัญหา” ให้มีหลายกลุ่มขึ้น เช่น ปกติเลือกแก้ปัญหาให้กับคนกลุ่มเดียว ก็ไม่แปลก และก็ไม่ผิด แต่ถ้าเราขยาย​ เจ้าของปัญหาออกไปหลายๆ กลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่สุดโต่ง เช่น ผู้สูงวัย คนพิการ ถ้าเราทำ Solution นั้นได้ ไอเดียที่ออกมาก็อาจจะแก้โจทย์ให้คนที่มีปัญหาทั่วไปได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ Inclusive อาจจะรวมถึง “กลุ่มคนคิด” ที่เอามาจากหลายๆ แผนก หลายๆ Background หลายๆ ประสบการณ์ เพื่อให้ไอเดียและมุมมองต่อปัญหาออกมาได้ดีที่สุด กระบวนการนี้จะคล้ายๆ กับ Extreme User ของบางทฤษฎี และคล้ายกับคอนเซ็ปการสร้างนวัตกรรมแบบ ‘Multidisplinary Team’ ที่เชื่อในความแตกต่างของคนที่หลากหลาย มาแลกเปลี่ยนและสร้างนวัตกรรมไปด้วยกัน

สิ่งที่เพิ่ม : เพิ่มขนาดของกลุ่ม “เจ้าของปัญหา”​ และให้ส่วนร่วม “คนร่วมแก้ปัญหา” ให้เยอะขึ้น
Keyword : Extreme User, Multidisciplinary Team

Image for post

3. Systems Thinking

‘การคิดเชิงระบบ’ ที่เน้นการหาต้นตอที่แท้จริงของปัญหาให้ชัดก่อน ในความเชื่อที่ว่า ตอนนี้เราอยู่ในโลกที่ระบบย่อยและใหญ่ทับซ้อนกันไปมาอยู่ และทุกระบบมี คน สิ่งของ กระบวนการ ปัญหาที่เจอล้วนเกี่ยวพันและเชื่อมโยงกันไปหมด ดังนั้นถ้าเราเขียนปัญหาที่มีในระบบออกมาได้ เขียน Stakeholder ของคนที่อยู่ในระบบออกมาได้ แล้วลองวิเคราะห์ปัญหาดูว่า “จุดตั้งต้น” ของปัญหาหลายๆ เส้น อยู่ตรงไหนกันแน่ เมื่อเจอ แล้วเราเอาปัญหาสำคัญนั้นมาตั้งโจทย์ เมื่อเราแก้ได้ ปัญหาทั้งระบบก็จะถูกแก้ไปพร้อมๆ กัน

สิ่งที่เพิ่ม : เขียนระบบของปัญหาออกมา แล้วเลือก “ต้นตอของปัญหา”​ ออกมาตั้งโจทย์เพื่อแก้
Keyword : Stakeholder-Centered Design , Systematic Design

Image for post

4. Future-Centered Design / Speculative Design Thinking / Moonshot Thinking

‘การออกแบบอนาคต’ แนวคิดนี้เกิดมาเพื่อขยายการมองปัญหาจากตัวบุคคล ไปเป็นปัญหาระดับชาติ ระดับโลก ทั้งปัจจัยต่างๆ ภายนอกที่เข้ามากระทบโลกที่เราอยู่ ทั้งสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไป ทรัพยากรที่ลดลงพร้อมกับจำนวนคนที่มากขึ้น การดำรงชีวิตในด้านต่างๆ ของเผ่าพันธ์มนุษย์

วิธีการแรกก็คือการลองหยิบ Scenario Planning มาใช้โดย ดูทรัพยากรที่เรามี และสร้างวิธีการในการจับตัวบ่งชี้ (Weak Signal) หรือจุดที่น่าสังเกตว่า อะไรที่จะมากระทบต่ออนาคตของเรา ที่จะพัฒนากลายเป็นเทรนด์ต่างๆ ที่น่าจะส่งผลกับเราในอนาคต เอามา Map กันเป็น Scenario ต่างๆ ในระยะสั้น กลาง ยาว แล้วเอา Scenario ต่างๆ มาตั้งเป็นโจทย์ในการเลือกปัญหา เราก็จะได้ Solution เพื่อรองรับอนาคตในหลายๆ รูปแบบ

หรือ เราอาจจะตั้งโจทย์ล้ำๆ ในอนาคต เพื่อสร้างไอเดียใหม่ๆ เลยก็ได้ เช่น ถ้าจะต้องไปอยู่บนดาวอังคารแบบไปไม่กลับกับอีลอน มัสก์ หรือ ไวรัสอย่างโคโลน่าติดไปทั่วโลก เราจะอยู่อย่างไร นี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งในการนำโจทย์ “ที่น่าจะเป็นไปได้”​ จากอนาคตมาออกแบบ

หรือ จะลองสร้างโจทย์ปัญหา (Problem Statement) โดยเพิ่มเงื่อนไขไปว่า นอกจากมันจะแก้ปัญหาให้กลุ่มเป้าหมายเราแล้ว มันจะแก้ปัญหาให้กับคนทุกคน (คล้ายๆ Inclusive) หรือมันจะแก้ปัญหานี้แบบยั่งยืนในอนาคตอย่างไรได้บ้าง Solution ที่มันออกมาก็จะยิ่งใหญ่กว่าการตั้งโจทย์เพื่อแก้ปัญหาให้กับคนกลุ่มเดียว

สิ่งที่เพิ่ม : เพิ่มขั้นตอนก่อนการเลือกโจทย์ โดยเอา Trend ในอนาคตหลายๆ รูปแบบมาตั้งเป็นโจทย์
Keyword : Scenario planning, Context maps, Trend maps, Critical Design, Design Fiction, Discursive Design, Interrogative Design, Adversarial Design, Design Probes, Ludic Design

Image for post

5. Circular Design

แนวคิดใหม่ ที่สอดคล้องกับ Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่ปกติ เราสร้างสินค้าขึ้นมาด้วยแนวคิด “ผลิต-ใช้-ทิ้ง”​ ทรัพยากรถูกใช้ไปครั้งเดียว ผลกระทบระหว่างทางตั้งแต่วัตถุดิบ ผลิต แพ็คเกจ ขนส่ง ทิ้ง มันทำลายสิ่งแวดล้อมและคนรอบข้างไปเยอะมาก Circular Design จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนมุมมองการตั้งปัญหา และอัพเกรด Mindset ใหม่ โดยไปตั้งโจทย์ปัญหา จากการผลิตสินค้าแบบเดิมๆ เป็นผลิตสินค้าให้ยั่งยืน ยืดหยุ่น เกิดเป็นคุณค่าที่คุ้มค่าที่สุดกับโลกให้นานที่สุด

สิ่งที่เพิ่ม : การเลือกปัญหา และการตั้งโจทย์ปัญหาโดยใส่ Condition ว่า ออกแบบอย่างไรให้ยั่งยืนมากขึ้น
แจกเครื่องมือ : https://www.circulardesignguide.com/methods
Keyword : Circular Economy

Image for post

6. Service Design

การออกแบบบริการ เป็นสิ่งที่หลายคนในประเทศคุ้นเคยกันแล้ว โดยเฉพาะยุคปัจจุบัน อะไรก็มองมันในรูปแบบ ‘บริการและประสบการณ์’ กันได้หมด ความแตกต่างของ Design Thinking กับ Service Design คือการมองประสบการณ์ลูกค้าเป็นเส้นมองเป็นแบบ Customer Jouney และดูว่าจุดไหนที่ดี จุดไหนที่แย่ แล้วแก้มันให้เส้นของประสบการณ์ทั้งหมดดีขึ้น

สิ่งที่เพิ่ม : กระบวนการก่อนเลือกปัญหา เปลี่ยนการมองปัญหาลูกค้าเป็นจุด มาเป็นเส้นแทน
Keyword : Customer Journey, Customer Experience

Image for post

7. Input-X Design to Digital Empathise

การเก็บข้อมูลในรูปแบบต่างๆ จะ advance มากขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อนเราได้ข้อมูลจากการทำ Ethnographic Research สัมภาษณ์ ลองไปมีประสบการณ์ร่วม ไปอยู่ในชีวิตเขา สังเกตเขา จนเจอ Insight ถ้าบริษัทไหนมี Data เยอะๆ สามารถนำ Pattern บางอย่างในข้อมูลมาตีความหมายเป็น Insight ได้มากขึ้น เราก็จะเอาไปออกแบบหลายๆ อย่าง ได้ตรงจุดตรงใจมากขึ้น ต่อไปถ้าวิทยาการด้านประสาท คลื่นสมองวัดได้อย่างแม่นยำ เราคงเห็นการนำ Data อย่างจังหวะการเต้นของหัวใจ การหลั่งฮอร์โมน มาใช้ในการแปลข้อมูลทำความเข้าใจมนุษย์ให้ลึกสุดแบบเจ้าของข้อมูลยังไม่รู้ เราก็จะได้ออกไอเดียมากกว่าเดิม

สิ่งที่เพิ่ม : หาวิธีการเก็บข้อมูลใหม่ๆ ในวิธีใหม่ๆ ด้วยดิจิตอลให้เข้าใจ Human Insight มากขึ้น
Keyword : Digital Empathize, Artificial empathy, Empathic design

Image for post

8. Idea-X Design : Game.Nudge.Technology

เอาแค่ในไทย สองปีที่ผ่านมา มีหลายๆ เวิร์คช็อป หลายๆ งาน ลองหยิบบางอย่างใส่เข้าไปในกระบวนการคิดไอเดีย เช่น เราสามารถใช้แนวคิดของเกม ทำอะไรได้บ้าง แนวคิดของ Nudge ทำอะไรได้บ้าง ใช้เทคโนโลยีต่างๆ ทำไรได้บ้าง เช่น ใช้ VR AR จนถึง Deep Tech มาแก้ปัญหาที่มีอยู่แล้วได้อย่างไรบ้าง อนาคตเราจะเห็นการหยิบก้อนแนวคิด คอนเซ็ปบางอย่าง มาใช้ในการแก้ปัญหาที่ท้าทายได้มากขึ้น

สิ่งที่เพิ่ม : ใส่วิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ โดยยืมแนวคิดที่มีอยู่แล้วอย่างอื่น มาใช้กับอีกปัญหาหนึ่ง
Keyword : Gamification, Behavioral Economics

Image for post

9. Resilience Thinking

เรามักจะคิดว่า Solution ที่ได้มันต้องเจ๋งสุดไรสุด แต่ความสุดมันขึ้นอยู่กับแต่ละคนอธิบาย เรามักไม่ได้มี 1 ปัญหา เพื่อได้ 1 ไอเดียมาแก้มัน ในธรรมชาติมันมี Surprise หลายๆ อย่างโผล่ขึ้นมาเสมอ สิ่งที่เราควรทำคือ คิดให้ยืดหยุ่นขึ้น มีวิธีใช้สองแบบคือ โดยตั้งสมมติฐานหรือถามคำถามว่า What if? จะเป็นไปได้ไหมถ้า…? กับ Solution หรือ ตั้งปัญหาที่น่าจะเกิดขึ้นมา Surprise เรา แล้วไปออกแบบ เราก็จะคิดเพื่อเพิ่มยืดหยุ่นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้ดีขึ้น

สิ่งที่เพิ่ม : ตั้งปัญหาหลายๆ แนวที่น่าจะเป็นไปได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ หรือ ได้ไอเดียออกมา แล้วลองเช็คในมุมอื่นๆ เพิ่มเติม

Image for post

จากข้อมูลทั้ง 9 แบบ ถ้าจะให้แบ่งออกมาเป็นก้อนๆ จะพบว่า ใช้เกณฑ์ต่างๆ ได้ประมาณนี้

  • กลุ่มคนที่แก้ปัญหา (ทีมออกแบบ) :
    – เพิ่มการรู้จักตัวเองก่อนออกแบบ ด้วย Self-awareness
    – เพิ่มคนเข้าร่วมการออกแบบด้วย Inclusive Design
  • เจ้าของปัญหา :
    – มองครอบคลุมมากขึ้น ใช้ Inclusive Design
  • ปัญหาและโจทย์ปัญหา :
    – แก้ในระบบที่ซับซ้อน ใช้ System Design
    – แก้ปัญหากับสิ่งที่กำลังจะมาในอนาคต ใช้ Speculative Design
    – แก้ให้สินค้าที่ออกมายั่งยืน ใช้ Circular Design
    – แก้ปัญหาด้านการบริการ ใช้ Service Design
    – หาวิธีเก็บปัญหาใหม่ๆ โดยการนำดิจิตอล หรือ Data มาใช้มากขึ้น
  • วิธีคิดไอเดียใหม่ๆ :
    – คิดไอเดียใหม่ๆ โดยการใส่คอนเซ็ปต่างๆ ลงไป
    – ขยายไอเดียให้ยืดหยุ่นด้วย Resilience Thinking

Why we need “Design”

เป้าหมายของการออกแบบคือ การแก้ความท้าทาย (Challenge) ของปัญหาต่างๆ จริงๆ แล้วบทความนี้ต้องการสำรวจแนวคิดต่างๆ ทั่วโลกที่มีคนนำ Design Thinking ไปต่อยอดเป็นกระบวนการใหม่ๆ ในหลายๆ รูปแบบ เราเห็นพัฒนาการจาก Creativity Problem Solving มาอยู่ในรูปของ Design Thinking และกำลังจะกลายไปสู่อะไรบางอย่างมากมายในอนาคต แล้วเราจะต้องเลือกวิธีใช้มันอย่างไร

อย่าลืมที่จะ ‘Start with Why’

วิธีใช้ความรู้ที่ดีที่สุด ก็คือ การกลับมาถามว่า “เราต้องการสิ่งนี้ทำไม” โดย

  • กระบวนการแต่ละแบบคืออะไร?
  • คุณค่าของเครื่องมือนี้คืออะไร? เราต้องการเครื่องมือนี้ทำไม?
  • เป้าหมายขององค์กรเราคืออะไร?

เราต้องรู้จักที่จะนำเป้าหมายของเราหรือองค์กรมาตั้ง ลองดูคุณค่าของแต่ละเครื่องมือ แล้วค่อยเลือกใช้ตามเป้าหมายนั้น ถ้าองค์กรอยากจะกลายไปเป็นบริษัทที่ยั่งยืน ก็หยิบ Circular มาใช้ หรือถ้าองค์กรไหนอยากจะวางแผนเตรียมตัวรับมืออนาคต 100 ปี เราก็อาจจะหยิบเครื่องมือของ Scenario Planning มาลองใช้ดู

หลายๆ กระบวนการใหม่ๆ อาจจะแตะ หรือไม่แตะส่วนที่เกี่ยวกับ Human แล้วก็ได้ แต่สำหรับผม ส่วนที่สำคัญที่สุดในทุกกระบวนการคงเป็น Rapid Prototype การรีบลงมือทำ รีบเรียนรู้จากมัน แล้วต่อยอดจากมัน นั่นคงจะเป็นปรัชญาที่สำคัญที่สุด ในการหยิบเครื่องมือใหม่ๆ ไปใช้กับองค์กร

เพราะอนาคตมันไม่แน่นอน การเรียนรู้ตลอดเวลานี่แหละ คงเป็นสิ่งเดียวที่เอาชนะมันได้

สนใจการใช้ ‘Gamified Design Thinking’ ในองค์กร

BASE Playhouse ของเราก็มีประสบการณ์และผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับการฝึกทักษะ เพิ่มชุดความคิด ที่เน้นการฝึกจากการลงมือทำจริง ผ่านกิจกรรมรูปแบบเกมส์ ที่ให้ความสำคัญกับการ ‘ขับทักษะให้เกิดขึ้นจริง’ และ ‘เปลี่ยน Mindset ให้ได้

วิธีการที่เราใช้ไม่ใช่แค่การสอนให้ใช้ Tool ของกระบวนการ Design Thinking แต่มันคือการเปลี่ยนชุดความคิดที่เป็นแก่นที่สำคัญที่สุดของกระบวนการ ให้สามารถประยุกต์ใช้และต่อยอดได้กับทั้ง 9 แบบของ ‘The Next Design Thinking’ ที่กล่าวมาข้างต้น

เรายังคงเชื่อในกระบวนการเรียนรู้ที่ ‘สนุก’ ว่าจะสามารถทำให้คนเรียนรู้ได้ดีกว่าและยั่งยืนกว่าเพราะมันคือการกระตุ้นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เชิงบวก กระบวนการของเราจึงใช้ กระบวนการออกแบบให้เป็นเกม (Gamification) มาเพื่อ Gamify ประสบการณ์การเรียนรู้ของผู้เรียนให้เสพย์ติด เหมือนติดเกม

จุดเด่นของเรา

  • Gamified Workshop — การออกแบบเวิร์คช็อปโดยเน้นความสนุกของการเรียนรู้ ผ่านเกมให้ผู้เรียนเข้าใจ ได้ฝึกฝน โดยไม่เบื่อ และสร้างแรงบันดาลใจกลับไป
  • Customized Business Challenge — ออกแบบโดยเฉพาะให้กับองค์กรแต่ละแห่ง ตามเป้าหมายการเรียนรู้ รูปแบบ กลุ่มผู้เรียน และโจทย์ทางธุรกิจ เช่น การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อยากได้ไอเดียไปต่อยอดจริง ทำเป็นโปรเจคระยะยาว สร้าง Culture ด้านนวัตกรรมในองค์กร ตามอุตสาหกรรมต่างๆ
  • Gamified Hackathon — ช่วยออกแบบกระบวนการในการต่อยอดไอเดีย จาก Workshop ให้กลายเป็น Hackathon ที่มีรูปแบบของการแข่งขันกันแบบเกม เพื่อกระตุ้นพลังของผู้เข้าแข่งขัน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำ Prototype จากโครงการ ไปต่อยอดให้เป็น Project ที่ Implement ได้จริงอย่างยั่งยืนในองค์กร
Image for post
คอร์ส GAMIFIED DESIGN THINKING สำหรับองค์กร โดย ทีม BASE Playhouse

Author

Peesadech Pechnoi

Learning Designer & Co-founder of BASE Playhouse นักออกแบบการเรียนรู้ที่มีเป้าหมายในการออกแบบความรู้ใหม่ๆ ในโลกมาย่อย กลั่น เปลี่ยนรูปร่าง ผสมกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้สร้างประสบการณ์การเรียนรู้ในองค์กรให้สนุกและตอบโจทย์มากขึ้น
Future Skill
3 วิธีรักษา Talent ให้อยู่กับองค์กรได้ในระยะยาว รับมือกับกระแส The Great Resignation

3 วิธีรักษา Talent ให้อยู่กับองค์กรได้ในระยะยาว รับมือกับกระแส The Great Resignation

Highlight กระแส The Great Resignation หรือการลาออกครั้งใหญ่ของพนักงาน Gen Z นั้นเกิดขึ้นเพื่อทวงคืนเวลาชีวิตที่หายไป ผู้คนสนใจในการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้เวลาว่างเพื่อเติมเต็มความสุขให้ตนเองอย่างเพียงพอองค์กรที่ต้องการรักษา talent ให้อยู่กับองค์กรได้นาน...

Future Skill
เบื้องหลังการค้นหา “เด็กมีของ” ในรูปแบบ Virtual Hackathon Event 24-hr Non-stop

เบื้องหลังการค้นหา “เด็กมีของ” ในรูปแบบ Virtual Hackathon Event 24-hr Non-stop

Highlight ความเก่งแค่ด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง และ “ทักษะแห่งอนาคต” เป็นทักษะที่ทุกคนต้องมีเพื่อรับมือกับสิ่งที่คาดไม่ถึงการวัดผลทักษะออนไลน์สามารถทำได้จริง ถ้ารู้กระบวนการที่ถูกต้อง แล้วทำให้เราเห็น Insight ความสามารถของ Candidate“Digital Literacy”...

Future Skill
Critical Thinking Skill — ทักษะแห่งปี ที่คนในองค์กรยุคใหม่ไม่มีไม่ได้

Critical Thinking Skill — ทักษะแห่งปี ที่คนในองค์กรยุคใหม่ไม่มีไม่ได้

Highlights: Critical Thinking Skill กลายเป็น ‘ทักษะที่จำเป็น’ ของทุกคนในปีที่ผ่านมา เพราะโลกแห่งข้อมูลต้องการทักษะทั้งในด้านการคิดวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน จนไปถึงการตัดสินใจให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่องค์กรต่าง ๆ...

Future Skill
5 เคล็ดลับ ในการสร้าง Creative Confidence ในตนเอง

5 เคล็ดลับ ในการสร้าง Creative Confidence ในตนเอง

Highlights: คนที่มี CREATIVE CONFIDENCE นอกจากจะต้องมีความคิดสร้างสรรค์หรือมีไอเดียแปลกใหม่แล้ว เขายังกล้าที่จะนำเสนอและสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นจริงอีกด้วยการรู้จักตัวตนของตัวเอง ความรู้ ความสามารถ และความชอบ หรือ Passion...

Future Skill
21st-Century Skill : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

21st-Century Skill : ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21

เมื่อทักษะในโลกเก่า ไม่เก๋าพออีกต่อไป! Highlights: การก้าวผ่านจาก โลกปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคเก่า ไปสู่ โลกดิจิตอล ทำให้ความต้องการของตลาดแรงงานเปลี่ยนไป ทักษะต่างๆที่เป็นการทำซ้ำๆ (routine-work) ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะคอมพิวเตอร์สามารถทำแทนได้...

Gamification
Gamification. เปลี่ยนบทจากผู้เล่นมาเป็นผู้สร้าง

Gamification. เปลี่ยนบทจากผู้เล่นมาเป็นผู้สร้าง

( อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การใช้ Gamification ในการเทรนนิ่งองค์กร คลิกที่นี่ ) เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์ของการติดเกมกันทั้งนั้น ช่วงเวลาที่ผ่านไปเร็วจนเผลอแปปเดียวหมดวันแล้ว และห้วงความรู้สึกที่สนุกจนไม่อยากเลิก เกมเป็นเหมือนหนึ่งอย่างในชีวิตที่เราทุกคนต้องเคยเจอ...

Future Skill
ทักษะอนาคต : มาดูเทรนด์การเรียนรู้ปี 2020 จาก Udemy กัน (ตอนที่ 1)

ทักษะอนาคต : มาดูเทรนด์การเรียนรู้ปี 2020 จาก Udemy กัน (ตอนที่ 1)

คำถามน่าสนใจก่อนอ่านบทความนี้ 1. AI และ Robot มาแน่ เราจะอยู่กับมันอย่างไร2. Soft skill อะไรที่สำคัญต่อชีวิต แต่เรายังไม่มีบ้าง3. Technology Skill ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล ที่อาชีพเราต้องทำเป็น มีอะไรบ้าง คนที่เรียนออนไลน์บ่อยๆ ต้องรู้จักเว็บไซต์ Udemy...

Gamification
Gamification For Corporate Training — การใช้เกมในการเทรนนิ่งองค์กร

Gamification For Corporate Training — การใช้เกมในการเทรนนิ่งองค์กร

Highlights: ปัญหาของกระบวนการเทรนนิ่งในองค์กรแบบดั้งเดิม คือ ไม่สามารถสร้างความสนุกและน่าสนใจให้ผู้เรียนได้มากพอ ไม่สามารถฝึกทักษะที่ตรงจุด เพราะใช้กระบวนการในการถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก และไม่สามารถวัดผลได้จริง‘การเล่น’ คือกระบวนการ ‘เรียนรู้’ แบบหนึ่งของสมองที่มี...

BASE Playhouse

สามย่าน มิตรทาวน์
ถนนพระราม 4 แขวงวังใหม่
เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330
เปิดทุกวัน 24 ชั่วโมง

© 2021 BASE Playhouse